EBF. Aspida&Aspida

posted on 29 Oct 2014 20:57 by opuko-kurosu
New banner
 
มาอัพสตอรี่บ้างอะไรบ้าง... ลงมาจะสองปีแล้วยังไม่เคยอัพสตอรี่ให้ สงสารลูกค่ะ555 (...) 
 
 
-----------------------------------------------
 
#3168
 
 
 

การฆ่าคนอื่นน่ะน่ากลัว

การมอบความตายให้กับคนอื่นน่ะน่ากลัว

ผมกลัวที่จะฆ่า

กลัวมาตลอด

แต่ผมก็ฆ่า… แล้วก็ยิ้มออกมา…

 

                ตั้งแต่จบสงครามที่อิคดราซิลผมก็เริ่มรู้ตัวว่าตัวเองกำลังสนุกกับการฆ่า ต้องการต่อสู้ และกระหายสงครามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ความรู้สึกทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปซักวันผมคงพลั้งมือฆ่าคนรอบข้างแน่ๆ

เหมือนกับในวันนั้น…

  ราวกับว่าความทรงจำบางอย่างที่เคยลืมไปถูกนำกลับมา วันที่ผมควบคุมเวทมนตร์ของตัวเองไม่ได้ วันที่ผมฆ่าทุกๆคน วันที่ทำให้คนสำคัญต้องเสียใจ วันที่ผมจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง

ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็ดับวูบไป ก่อนจะปรากฏร่างของใครบางคนขึ้นมาท่ามกลางความมืด

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่นายควรจะจำได้…”

ร่างเล็กๆนั้นกล่าวขึ้นมา เรือนผมสีทองปลิวตามลมเล็กน้อยในระหว่างร่างนั้นกำลังเดินเข้ามา เด็กผู้ชายผมทองพร้อมเขาปีศาจสองข้างหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม

เด็กผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับผมหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผม

“นะ…นายเป็นใคร!!” ผมก้าวถอยหลังเล็กน้อยก่อนตะโกนออกไป

เด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบออกมา

         “เอสพิด้า คริน” 

   เขาตอบชื่อของผมออกมา…

“อย่ามาล้อเล่น! เอสพิด้าก็คือผม นายเป็นใครกัน!”

“อย่าใจร้อนสิยังพูดไม่จบเลย” เด็กหนุ่มยิ้มอย่างร่าเริงแต่ดูเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก

“ถ้าจะพูดให้ถูก ผม…คือบุคคลิกของเอสพิด้าด้านที่เป็นปีศาจ” เอสพิด้าอีกคนพูดเจื้อยแจ้วราวกับกำลังเล่านิทานพร้อมเอามือมาแตะที่กลางอกผมเบาๆ

“ส่วนนาย …ก็คือบุคลิกของเอสพิด้าด้านที่เป็นมนุษย์”


                สมองของผมพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด รู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นแรงขึ้นด้วยความกลัวต่อสิ่งที่กำลังได้รับรู้ ผมพยายามสงบสติเอาไว้ก่อนจะกล่าวพูดออกไป

“ถ้างั้น…ที่นี่ก็….”

แต่ดูเหมือนน้ำเสียงที่กล่าวออกไปจะเบาและสั่นเครือจนไม่อาจปกปิดความกลัวของตัวเองได้

“ปิ้งป่อง! ถูกต้องนะคร้าบ ที่นี่ก็คือภายในจิตใจของเอสพิด้า คริน นั่นเอง!”

  น่าแปลกที่ผมไม่ตกใจเรื่องราวเกี่ยวกับอีกบุคลิกหนึ่งของตัวเอง แถมยังทำความเข้าใจได้ทันที่ว่าเรื่องที่อีกฝ่ายพูดคือความจริง

“ถ้างั้น… นาย ก็คือบุคลิกที่ผม..ไม่สิ ...เอสพิด้า ใช้ในการฆ่าคนอื่น….?”

บุคคลิกปีศาจจ้องมองผมด้วยสายตาเอ็นดู และเหมือนจะเข้าใจว่าบุคลิกมนุษย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังเต็มไปด้วยความสงสัย เจ้าตัวจึงพูดต่อไปด้วยเสียงใสๆเหมือนเดิม

“ผิดแล้วๆ การที่นายเกิดสนุกขึ้นมาตอนฆ่าคนอื่นไม่ใช่เพราะผม นั่นเกิดจากนายควบคุมตัวเองไม่ได้ล้วนๆเลยต่างหาก ผมน่ะเป็นบุคลิกที่ยังไม่เคยโดนดึงออกไปใช้จริงเลยซักครั้ง เป็นบุคลิกที่เอสพิด้าสร้างขึ้นไว้รองรับความทรงจำที่บุคลิกมนุษย์ต้องการจะลืมและผนึกผลังของปีศาจเอาไว้ แต่น่าแปลกที่อยู่ดีๆนายกลับเข้าถึงความทรงจำพวกนั้นได้…เพราะนายกำลังจะพัง …อีกครั้ง”


“อีกครั้ง?” ผมทวนคำพูดเบาๆ ก่อนจะเริ่มเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการบอก

เอสพิด้าบุคลิกปีศาจมองมาที่ผมอีกครั้ง น่าแปลกที่คราวนี้เขาไม่ได้ยิ้มเหมือนเดิม แววตาที่หลุบลงต่ำดูแฝงความเศร้าไว้จางๆ

“ครั้งแรกคือก่อนพวกเราจะโดนแยกออกมาเป็นสองบุคคลิก ตอนที่เอสพิด้ายังมีเพียงบุคลิกเดียว พลังของปีศาจเพิ่งจะตื่นขึ้นและเกิดควบคุมเวทมนตร์ไม่ได้ จึงพลั้งมือฆ่าทุกคนไป…ตอนนั้นเองเอสพิด้าได้พังไปแล้ว จากนั้นพวกเราจึงถูกสร้างขึ้นมาเป็นสองบุคลิก”

เหมือนผมจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดในทันที…. เรื่องราวในวันนั้นย้อนกลับมาเหมือนฟิลม์เก่าๆที่ถูกฉายซ้ำ ของเหลวสีแดงที่สาดกระเซ็นเปรอะไปทั่วผนังและพื้นบ้าน ร่างไร้วิญญาณอาบเลือดของคุณพ่อคุณแม่ที่นอนไม่ไหวติงอยู่กับพื้น ตัวผมยืนอยู่ท่ามกลางสีแดงเหล่านั้น และกำลังหัวเราะราวกับคนบ้า

… เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข

 

ตอนนั้นเองผมถึงได้รู้ว่าตัวเองน่ากลัวแค่ไหน ผมกำลังสนุกกับการฆ่าคนสำคัญในชีวิตตัวเอง คนที่มอบความรักให้ผมยิ่งกว่าใครๆบนโลกนี้

“สรุปว่าผมคือบุคลิกมนุษย์ที่ลืมทุกอย่าง และนายคือบุคลิกปีศาจที่จำได้ทุกอย่าง…”

ผมกล่าวออกมาด้วยเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน ทั้งที่พยายามคุมสติไว้ให้มากที่สุด แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายเริ่มเบาหวิว หนาวเหน็บไปทั่วร่าง การรับรู้สัมผัสเริ่มเลือนลาง

“เข้าใจใช่มั้ย… นายคือบุคลิกที่ว่างเปล่าและเปราะบางมาก คาดว่าอาจเป็นสาเหตุทำให้นายเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าปล่อยไว้ต่อไปเอสพิด้าก็คงจะพังอีกครั้ง คราวนี้อาจไม่ได้แตกเป็นสองบุคลิก แต่อาจจะแตกละเอียดไปเลยก็ได้…”


ผมเริ่มฟังสิ่งที่อีกฝ่ายพูดไม่เข้าใจเพราะเริ่มสูญเสียการควบคุมร่างกาย ภาพตรงหน้ามัวลงจนไม่สามารถรู้ว่าเป็นภาพอะไรได้อีก สติที่ยังคงเหลืออยู่น้อยนิดพอรับรู้ได้ว่ามือเย็นๆของอีกฝ่ายยื่นเข้ามาประคองตัวเองไว้ไม่ให้ล้ม

แล้วทุกอย่างก็มืดลง

การรับรู้ของผมถูกตัดขาดที่ตรงนั้น

 

“ตอนนี้นายพักผ่อนไปเถอะ ระหว่างนี้ผมจะออกไปแทนนายเอง”

--------------------------------------------------

ไทม์ไลน์เหตุการณ์นี้อยู่ช่วงก่อนไนท์แมร์2พอดีค่ะ ดังนั้นเอสพิด้าที่ลงสำรวจอีเว้นท์ไนท์แมร์2ก็คืออีกบุคลิกนึงแล้ว 

ได้โอกาสปัดฝุ่นเอ็กทีนพอดี อา....

 

Tags: ebf 0 Comments

Comment

Comment:

Tweet